Health

  • รู้จัก..โรคหัวใจล้มเหลว เลี่ยงรับประทานอาหารอย่างไร
    รู้จัก..โรคหัวใจล้มเหลว เลี่ยงรับประทานอาหารอย่างไร

    รู้จัก..โรคหัวใจล้มเหลว เลี่ยงรับประทานอาหารอย่างไร

    ภาวะหัวใจล้มเหลว เป็นภาวะการทำงานผิดปกติของหัวใจ ที่ไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้อย่างพอเพียงต่อความต้องการ รวมถึงไม่สามารถรับเลือดเข้าสู่หัวใจได้ตามปกติ แม้ร่างกายจะอยู่ในสภาวะพักผ่อน

    กรมการแพทย์ โดยสถาบันโรคทรวงอก เตือนผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีโซเดียมน้อย เค็มน้อย เพราะหากทานอาหารที่มีโซเดียมมาก เค็มมาก อาจส่งผลให้เกิดภาวะน้ำคั่ง น้ำท่วมปอด ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลว ทำให้อาการที่เป็นอยู่มีความรุนแรงมากขึ้นและมีโอกาสเสียชีวิตได้

    ควบคุมปริมาณโซเดียมในอาหารที่รับประทานในแต่ละวันโซเดียม คือแร่ธาตุซึ่งมีหน้าที่หลักในการรักษาสมดุลของน้ำและอิเลคโตรไลท์ (Electrolyte) ในร่างกาย และควบคุมระดับความดันโลหิต โดยร่างกายของเราสามารถขับน้ำและแร่ธาตุ รวมถึงโซเดียมได้ 3 ทาง ได้แก่ ปัสสาวะ เหงื่อ อุจจาระ โดยปริมาณโซเดียมสูงสุดที่ร่างกายควรได้รับและไม่ทำให้เกิดอันตราย อยู่ที่ 2,400 มิลลิกรัม หรือประมาณ 1 ช้อนชา ในหนึ่งวัน

    โซเดียมอยู่ในอาหารประเภทไหนบ้าง

    โซเดียม มักอยู่ในเกลือและสารให้ความเค็มต่าง ๆ เช่น น้ำปลา ซีอิ๊ว กะปิ นอกจากนี้โซเดียมอาจจะอยู่ในอาหารที่ไม่มีรสชาติเค็มอีกด้วย เช่น เบเกอรี่เเละขนมอบ ที่มีส่วนประกอบ อาทิเช่น ผงฟู เป็นสารที่ทำให้ขนมปังขึ้นฟู โซเดียมอัลจิเนต ผลิตภัณฑ์ที่เป็นเนื้อเจลให้ความข้นหนืด ผงกันบูด เพื่อยืดอายุการเก็บรักษา เป็นต้น

    อันตรายจากการรับประทานอาหารรสเค็มจัดต่อเนื่อง
    การรับประทานอาหารรสเค็มมากไป ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ทำให้ความดันโลหิตสูง หัวใจทำงานหนักขึ้น และอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลว ภาวะหลอดเลือดในสมองแตกหรืออัมพาตได้ ดังนั้น การจำกัดหรือควบคุมปริมาณโซเดียม สามารถช่วยควบคุมและป้องกันความดันโลหิตสูง รวมทั้งป้องกันการเกิด ภาวะหัวใจล้มเหลว ลดภาวะบวมน้ำ ในผู้ป่วยโรคหัวใจและโรคไตได้

    อาหารที่ควรลด/เลี่ยง เพื่อควบคุมโซเดียม
    อาหารแปรรูปต่าง ๆ จำพวกอาหารกระป๋องทุกชนิด
    อาหารหมักดอง ผัก/ผลไม้ดอง
    บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โจ๊กกึ่งสำเร็จรูป ขนมกรุบกรอบ
    เนื้อเค็ม ไข่เค็ม ปลาเค็ม ปลาร้า อาหารรสเค็มอื่น ๆ
    เค้ก คุกกี้ แพนเค้ก ขนมปัง ที่มีผงฟูเป็นส่วนประกอบในการทำอาหาร
    เครื่องดื่มเกลือแร่
    เลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และส่งผลดีต่อผู้ป่วย
    อาหารที่ควรเลือกรับประทานและส่งผลดีต่อผู้ป่วย ได้แก่ อาหารที่ผ่านการแปรรูปน้อยที่สุด หรือประกอบอาหารทานเอง ซึ่งทำให้เราสามารถควบคุมปริมาณเครื่องปรุงเองได้ อาหารที่มีปริมาณโปแตสเซียมสูง เช่น ผักใบเขียวและผลไม้ และที่สำคัญควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่

    นอกเหนือจากการควบคุมโซเดียมในอาหารแล้ว การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอต่อวัน ก็ยังเป็นวิธีพื้นฐานที่จะช่วยให้เรามีสุขภาพที่ดีได้ รวมถึงการเข้าพบแพทย์ในโรงพยาบาลเพื่อตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี ก็เป็นเรื่องสำคัญที่ควรทำ เพื่อเป็นการดูแลตัวเองจากภาวะหัวใจล้มเหลวนั่นเอง

    ที่มาข้อมูล : www.princhealth.com
    หากสนใจเรื่องราวอื่น ๆ สามารถติดตามอ่านต่อได้ที่ dvina-partner.com

Economy

  • ธนาคารไทยพาณิชย์ ขึ้นดอกเบี้ย มีผล 7 ธ.ค. 65
    ธนาคารไทยพาณิชย์ ขึ้นดอกเบี้ย มีผล 7 ธ.ค. 65

    ธนาคารไทยพาณิชย์ ขึ้นดอกเบี้ยทั้งเงินฝาก และเงินกู้ มีผล 7 ธ.ค. 65

    ธนาคารไทยพาณิชย์ ขึ้นดอกเบี้ยทั้งเงินฝาก และเงินกู้ พร้อมคงมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ

    เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. 65 นายกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ท่ามกลางแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นทั่วโลก ประกอบกับสถานการณ์การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างค่อยเป็นค่อยไปของไทย ขณะที่อัตราเงินเฟ้อแม้มีแนวโน้มปรับลดลง แต่ก็ยังคงสูงเกินกรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย

    ล่าสุด เมื่อวันที่ 30 พ.ย. 65 คณะกรรมการโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 1.00% เป็น 1.25% ต่อปี โดยให้มีผลทันที ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนและส่งผ่านการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งจะช่วยให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเป็นไปอย่างมีเสถียรภาพ

    ธนาคารไทยพาณิชย์ จึงได้ประกาศปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเพิ่มขึ้นสูงสุด 0.45% ต่อปี โดยอัตราดอกเบี้ยใหม่อยู่ระหว่าง 0.25% – 1.40% ต่อปีธนาคารไทยพาณิชย์ ขึ้นดอกเบี้ย มีผล 7 ธ.ค. 65

    ปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพิ่มขึ้น 0.125% – 0.25% ต่อปี โดยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate) จากปัจจุบันอยู่ที่ 5.995% เป็น 6.120% ต่อปี

    อัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (Minimum Loan Rate) จากปัจจุบันอยู่ที่ 5.500% เป็น 5.750% ต่อปี

    อัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (Minimum Overdraft Rate) จากปัจจุบันอยู่ที่ 6.095% เป็น 6.345% ต่อปี

    ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยใหม่จะมีผลตั้งแต่วันที่ 7 ธ.ค.65 เป็นต้นไป

    ขอบคุณแหล่งที่มา : thairath.co.th

    สามารถอัพเดตข่าวสารเรื่องราวต่างๆได้ที่ :

    dvina-partner.com